สมเด็จพระพันปีหลวง


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี
เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา
(เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2407 เป็นพระเจ้าลูกเธอชั้นเล็ก โดยรับราชการสนองพระเดชพระคุณ
เป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระเชษภคินีอีก 2 พระองค์ ได้แก่
พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ) และพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา
(สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส
ยุโรปนั้น พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ทำให้พระองค์ทรงเป็นปฐมบรมราชินีนาถของประเทศไทย มีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีทรงเป็นสมเด็จพระบรม
ราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังทรงดำรง
ตำแหน่งเป็นองค์สภานายิกาสภากาชาดไทยพระองค์แรกอีกด้วย
สมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรก
พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น พระองค์ก็มีพระสิริโฉมงดงาม
เป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเข้ารับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5
ขณะที่มีพระชนม์ 15 พรรษา โดยมีพระองค์เจ้าหญิงพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 4 ที่รับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าในช่วงเวลา
ที่ใกล้เคียงกับพระองค์ได้แก่ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี และพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา
โดยครั้งแรกที่พระองค์ได้รับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ 5 นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสถาปนาพระองค์ให้เป็นพระนางเธอพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีและในปีถัดมาก็ได้รับการสถาปนาเป็น
พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
     พระภรรยาเจ้าทั้ง 4 พระองค์มีพระเกียรติยศเสมอกันทุกพระองค์ พระเกียรติยศที่จะเพิ่มพูนนั้นขึ้นอยู่กับการมีสมเด็จ
พระเจ้าลูกเธอเป็นสำคัญ จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2423 เกิดเหตุการณ์สิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์โดย
เรือพระประเทียบล่มระหว่างโดยเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระาชวังบางปะอิน จึงทำให้เกิดปัญหาในการจะออก
พระนามในประกาศทางราชการซึ่งนำมาสู่การจัดระเบียบภายในพระราชสำนักว่าด้วยตำแหน่งพระภรรยาเจ้าให้เป็นที่เรียบร้อย
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระราชเทวี” ซึ่งถือเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรก และพระองค์เจ้า
สว่างวัฒนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์ต่อไปเฉลิมพระนามาภิไธยว่า”สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี”
โดยในวันงานพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ก็ได้มีประกาศยืนยันฐานะสมเด็จพระอัครมเหสีให้ปรากฏ
เด่นชัดยิ่งขึ้นโดยเพิ่มคำว่า “บรม” เข้าไปในคุณศัพท์ของคำว่าราชเทวีอีกหนึ่งคำ ดังนั้น พระนางเจ้าสว่างวัฒนา
จึงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี” ซึ่งเป็นตำแหน่งสมเด็จ
พระอัครมเหสีเนื่องจากพระองค์เป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จพระราชโอรส
พระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 5 ส่วนพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีนั้นได้รับการสถาปนาเป็นพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
พระวรราชเทวี เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระอัครมเหสีลำดับที่สามภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระราชโอรสในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม
มกุฎราชกุมารพระองค์ต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาพระอิสริยยศของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็น
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวีในฐานะเป็นพระชนนีในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์ใหม่
ซึ่งเป็นพระยศพระอัครมเหสีเช่นเดียวกับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 เพื่อตรวจดูแบบแผนราชการแล้วนำมาเปรียบเทียบปรับปรุงการปกครอง
ของราชอาณาจักรสยามพร้อมกันนั้นก็เพื่อทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับอารยประเทศในยุโรป พระองค์จึงทรงมอบหมายให้
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระอัครราชเทวี ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งทรงปฏิบัติราชการ
แผ่นดินได้เรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนักด้วยพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถจรรยนุวัติปฏิบัติ ประกอบด้วย
พระราชอัธยาศัยสภาพสมด้วยพระองค์เป็นขัติยนารีนาถและกอปรด้วยพระกรุณภาพยังสรรพกิจทั้งหลายที่ได้พระราชทาน
ปฏิบัติมาล้วนแต่เป็นเกียรติคุณแก่ประเทศสยามทั่วไปจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธย จาก
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี เป็น”สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ”
เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกในประเทศไทย

สวรรคต 
พระเมรุมาศสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี
ทรงพระประชวรเรื้อรัง มีอาการไข้รวมทั้งมีอาการพิษขึ้นในพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) และการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตนั้น ได้นำความวิปโยคแสนสาหัส ที่กระทบกระเทือนพระราชหฤทัยและการที่พระองค์ประทับ
อยู่แต่ประแท่นบรรทม ทรงไม่ออกกำลังกาย ทำมีให้น้ำหนักพระองค์มาก จึงทำให้กระดูกเปราะ จะเสด็จไปที่ใดก็ลำบาก
และพระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ มีพระโรคาพาธมาประจำพระองค์คือพระวักกะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งแพทย์หลวง
ได้ถวายการรักษาอย่างดีตลอดมา แต่พระอาการไม่ดีขึ้นได้ นายแพทย์สมิธ นายแพทย์ประจำพระองค์ เล่าว่า
“คืนหนึ่งพระนางป่วยหนัก มีอาการอาเจียรทั้งคืน พอตีสองพระนางสิ้นสติปลุกไม่ตื่น มีอาการไข้ขึ้นสูงไม่ได้สติ
แต่พระวรกายยังอาเจียร เปรียบเสมือนคนหลับแต่ยังอาเจียรตลอด”นายแพทย์สมิธระบุว่าเป็นเพราะพระยกนะ (ไต)
วายหรือพระยกนะเสีย ทุกฝ่ายทั้งแพทย์และข้าราชบริพารช่วยกันเต็มที่ที่จะรักษาพระองค์ แต่ในเวลา แปดนาฬิกาตอน
เช้าวันต่อมาก็เสด็จสวรรคต มีบันทึกว่าสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถได้ทรง
อยู่ดูแลพระมารดาทั้งคืนจนรุ่งเช้าเมื่อข่าวการประชวรหนักของพระองค์พระโอรส พระประยูรญาติและข้าราชบริพารต่าง
ก็มาเฝ้าดูแลพระอาการด้วยความห่วงใยโอรสพระองค์เดียวที่ไม่ได้เสด็จมาเลยคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีทรงประชวรไข้พระวรกาย ทนพิษไม่ได้จึงเสด็จสวรรคต
วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2462 พระชนมายุ 55 พรรษา ณ พระตำหนักพระราชวังพญาไท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์สรงน้ำพระบรมศพ และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศ
พระบรมศพประกอบพระลองทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมุขตะวันตก ภายในพระบรมมหาราชวัง
เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชชนนและทรงโปรดให้มีการพระราชพิธี
ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ เมรุมาศท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 และได้อัญเชิญ
พระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐานณ วัดราชาธิวาส ภายในอนุสาวรีย์ “เสาวภาประดิษฐาน”
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ_
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (25/8/2557)